Waterproof vs. Water Repellent vs. Water Resistant

Waterproof vs. Water Repellent vs. Water Resistant

เคยซื้อเสื้อแจ๊คเก็ตสักตัวไหมครับ เสื้อที่คุณฝากความหวังไว้ว่าจะให้เป็นเสื้อตัวเก่ง ลุยน้ำฝ่าฝนไปด้วยกันทุกที่ แต่กว่าจะรู้ว่าเสื้อตัวนั้นกันฝนได้ขนาดไหนคุณก็คงจะเปียกฝนไปทั้งตัวแล้ว นั่นเป็นเพราะว่าเสื้อแจ๊คเก็ตแต่ล่ะตัวมีระดับการกันฝนที่ไม่เท่ากัน มีคำอยู่ 3 คำ ให้คุณพิจารณาก่อนการซื้อเสื้อแจ๊ตเก็ตตัวเก่งของคุณคือ Waterproof, Water Repellent และ Water Resistant แต่เรื่องมันจะซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อเรานึกถึงการระบายอากาศเวลาที่เราสวมใส่เสื้อ ทีนี้เรามาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของ 3 คำนี้กัน เพื่อความมั่นใจกับเสื้อตัวเก่งในอนาคตของคุณ

Water Resistant

Water Resistant (กันละอองฝน) นี่คือระดับเริ่มต้นของการกันน้ำ ปกติแล้วก็จะเกิดขึ้นจากตัวเนื้อผ้าเองที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนฉนวนกันละอองน้ำ หรือสายฝนบางเบา จะกันฝนได้ขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับความแน่นของการทอเนื้อผ้า แต่หากคุณตากฝนไปสักพักหนึ่ง น้ำก็จะซึมเข้าเนื้อผ้าอยู่ดี อย่างไรก็ตามการเคลือบ หรือเพิ่มสารกันน้ำก็เป็นทางหนึ่งที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการกันน้ำของเนื้อผ้าได้เช่นกัน

Water Repellent

Water Repellent (กันซึมดั่งใบบัว) เพิ่มระดับการกันน้ำขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น ในทางเทคนิคเราจะเรียกว่า Hydrophobic ถ้าจะพูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ เอฟเฟ็กต์ใบบัวบนเนื้อผ้านั่นเอง ลองดูตัวอย่างเนื้อผ้า G-1000 Eco ที่ใช้ในเสื้อระดับตำนานอย่าง Greenland Half-Century Jacket

เหตุที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะเนื้อผ้า G-1000 Eco อัดแน่นด้วยเส้นใยสองชนิดคือ Organic Cotton และ Recycled Polyester ซึ่งที่ตัวเนื้อผ้าเองก็มีคุณสมบัติการกันน้ำในระดับ Water Resistant อยู่แล้ว แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการกันน้ำด้วย Greeenland Wax เคลือบเพิ่มให้มีเอฟเฟ็กต์ใบบัว (Water Repellent) เข้าไปอีก แต่อย่างไรก็ตามนั่นคือละอองฝน หากคุณต้องยืนหยัดท่ามกลางฝนห่าใหญ่ดั่งฟ้ารั่วให้ได้ แน่นอนว่าต้องมีเรื่องของแรงดันและแรงตกกระทบเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นที่ซึ่งคุณต้องใช้วัสดุที่มีการปกป้องที่มากกว่า เช่น วัสดุ Eco-Shell

Greenland Half-Century Jacket

Waterproof

นี่คือขั้นสุดของการกันน้ำ มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงดันและแรงตกกระทบของน้ำ แต่ก็ยังแยกย่อยไปถึงระดับความแรงของฝนที่เสื้อแจ๊คเก็ตนั้นๆ จะรับได้อีก โดยคุณสามารถตรวจเช็คในสเป็คของเสื้อแต่ล่ะรุ่นได้ที่ Water Column ยกตัวอย่างเช่น เสื้อ Keb Eco-Shell Jacket มีระดับ Water Column อยู่ที่ 30,000mm พูดให้เห็นภาพก็คือ นำน้ำที่มีความสูงมากกว่า 30 เมตร มาวางทับที่จุดไหนก็ได้ลงบนเสื้อ น้ำถึงจะเริ่มซึมเข้าสู่ด้านในและเป็นจุดที่คุณเพิ่งจะเริ่มเปียก

เหตุผลก็เพราะวัสดุนี้ เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเป็น Hydrophilic คือสามารถซึมซับน้ำได้ แต่ด้วยโครงสร้างของเนื้อผ้าเมื่อน้ำซึมเข้าไปแล้วจะแผ่ออกไปทางด้านข้างโดยทั่ว ซึ่งวัสดุ Eco-Shell นี้จะผ่านการผสมผสานของชั้นเลเยอร์ ทำให้น้ำ ในรูปแบบของฝนหรือหิมะ ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงผิวหนังของคุณได้

ในเมื่อเนื้อผ้าที่กล่าวมาก็สามารถกันน้ำได้อยู่แล้ว แล้วทำไมเราถึงยังต้องเคลือบสารกันน้ำ Durable Water Repellent หรือ DWR เพิ่มอีกด้วย?

สารเคลือบกันน้ำ (DWR) เป็นดั่งชื่อตามตัว เป็นสารเคลือบบางๆ บนเนื้อผ้า ทำให้เนื้อผ้ามีลักษณะไม่ซับเหมือนใบบัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่เราซื้อเสื้อแจ๊คเก็ตกันน้ำ เราต้องการมากกว่าแค่การกันน้ำ นั่นคือการระบายอากาศที่ดี การระบายอากาศในที่นี้หมายถึงการนำพาความชื้น, เหงื่อ ที่ร่างกายผลิตจากด้านในออกมาสู่ด้านนอก จริงอยู่ที่ด้วยความเป็น Hydropholic ถึงแม้ว่าจะชุ่มไปด้วยน้ำแต่ก็ยังคงกันน้ำไม่ให้เข้าจากด้านนอก ในทางกลับกันหากคุณเหงื่อออกคุณก็จะเปียกจากด้านในเสื้อเช่นกัน ฉนั้น การใช้งานร่วมกันของเนื้อผ้าที่เป็น Hydropholic (ซับน้ำ) และ DWR (สารเคลือบกันน้ำ) ผลลัพธ์คือ เสื้อแจ๊คเก็ตที่มีคุณสมบัติทั้ง Waterproof และ Breathable ได้ในตัวเดียว